เคราตินผมที่ดีที่สุด

รีวิว 5 เคราตินผมที่ดีที่สุด เนรมิตผมสวย อัปเดตปี 2022

หน้าสารบัญ

สำหรับเรื่องของความสวยความงามสำหรับสาว ๆ ไม่ใช่แค่การบำรุงผิวหน้าเท่านั้น แต่การบำรุงเส้นผมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผมแห้งเสีย ผมชี้ฟู ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยการใช้ ครีมยืดผม เพื่อให้ผมเหยียดตรง หรือว่า ครีมนวดผม ที่จะช่วยบำรุงเส้นผมให้ดูเงางาม แต่สำหรับสาว ๆ ที่อยากเริ่มบำรุงผมอย่างจริงจังการเลือกใช้เคราตินก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด ดังนั้นเราจึงได้รวบรวม 5 อันดับ เคราตินผมที่ดีที่สุด มาฝากทุกคนจะมีอะไรบ้างลองไปดูกันได้เลย

5 ครีมหมักผมเคราตินบำรุงผมแห้งเสีย ยี่ห้อไหนดีปี 2022

1. เคราตินผมที่ดีที่สุดสำหรับผมธรรมดา

JOJI – Charcoal Keratin Treatment Mask

ข้อดี
  • แก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมได้ทั้งหมด
  • แก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมได้ทั้งหมด
  • กลิ่นหอมติดทนตลอดทั้งวัน
  • เหมาะกับสภาพเส้นผมทุกรูปแบบ
ข้อข้อเสีย
  • ตัวครีมเข้มข้นล้างออกค่อนข้างยาก

เคราตินหมักผมที่เราจะแนะนำว่าดีที่สุดสำหรับผมธรรมดาคือเคราตินของแบรนด์ JOJI Charcoal Keratin ซึ่งต้องบอกเลยว่าตัวนี้ทำความสะอาดเส้นผมและความมันได้อยู่มัด มีส่วนผสมหลัก 3 ชนิด คือ ผงชาโคลที่จะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก เคราตินที่ช่วยบำรุงเส้นผม และสารสกัดเมล็ดมะรุมที่จะลดการขาดหลุดร่วง เนื้อเคราตินมีความหนาแน่นเข้มข้น กลิ่นหอมติดทน ที่สำคัญการที่เลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติทำให้เหมาะกับผมธรรมดา

ช่วยบำรุงให้ผมเงางามอยู่ตลอด เพียงแค่สระและทิ้งไว้แค่ 3 นาทีเท่านั้น ทุกคนก็จะเนรมิตผมนิ่มสลวย บำรุงได้ถึงรากผมและหนักศีรษะช่วยเสริมความแข็งแร่งให้กับเส้นผม ไม่ว่าจะประสบปัญหาเส้นผมรูปแบบไหนทั้งผมแตกปลาย ผมไม่มีน้ำหนัก รังแค หรือผมขาดหลุดร่วง ทุกปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมเคราตินตัวนี้สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2. เคราตินผมที่ดีที่สุดสำหรับผมเสีย

Dove – Intense Keratin Treatment Mask

ข้อดี
  • จัดการปัญหาผมเสียได้ทุกเรื่อง
  • บำรุงเส้นผมได้ถึงโคน
  • มีส่วนผสมของไฮโดรฟิลเลอร์ที่ทำให้ผมดูชุ่มชื้น
  • เนื้อครีมนุ่มเบาสบายเส้นผม
ข้อข้อเสีย
  • กลิ่นน้ำหอมค่อนข้างแรง

ถ้าสาว ๆ คนไหนที่กำลังประสบปัญหาพบเสียจากการเปลี่ยนสีผม หรือว่าผมแห้งแตกปลายต้องลองมาใช้เคราตินของ Dove Intense Keratin Treatment Mask เพราะตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นทรีทเม้นท์ที่ครอบจักรวาลช่วยแก้ปัญหาผมเสียได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับเนื้อครีมที่มีความนุ่ม เป็นตัวที่ช่วยแก้ปัญหาได้ถึงโคนผมเลยทีเดียว ทำให้เส้นผมดูแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังเป็นตัวที่สามารถจัดการปัญหาผมได้อยู่มัด ผมเสีย ผมชี้ฟู ผมแตกปลาย

จัดการได้หมดในตัวเดียวเลย
โดยมีส่วนผสมของแอดวานซ์เคราติน ช็อต ซึ่งช่วยฟื้นบำรุงได้ถึงแกนเส้นผมช่วยแก้ปัญหาผมเสีย เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเส้นผมได้มากกว่าเดิม บวกกับไฮโดรฟิลเลอร์ที่เติมความชุ่มชื้นทำให้ผมดูอิ่มน้ำสุขภาพดีอีกด้วย อยากจะผมที่ดูสวยเสมือนบำรุงมาอย่างยาวนานจบปัญหาผมเสียที่กวนใจสาว ๆ

3. เคราตินผมที่ดีที่สุดสำหรับผมแห้ง

Goat Milk – Premium Keratin

ข้อดี
  • มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติไม่ทำให้เกิดการแพ้
  • ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสียได้เป็นอย่างดี
  • เนื้อเคราตินเข้มข้น
  • มีกลิ่นหอมติดทนนาน
ข้อข้อเสีย
  • เคราตินมีความเข้มข้นทำให้หนังศีรษะมันง่าย

ถ้าถามว่าเคราติน ยี่ห้อไหนดีสำหรับสาวที่มีผมแห้ง แนะนำเลยว่า Goat Milk Premium Keratin หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักกันในชื่อเคราตินนมแพะเป็นตัวที่ดีที่สุดสำหรับสาวผมแห้งเลย เพราะว่าเป็นเคราตินที่อัดแน่นไปด้วยสารสกัดเนื้อเข้มข้นช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมได้เป็นอย่างดี ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากน้ำมันมะพร้าว , ว่านหางจระเข้ และนมแพะ ทำให้ผมแห้งเสียจากการดัด หรือย้อมสีกลับมานุ่มชุ่มชื้น และเงางาม


ที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาผมขาด หลุดร่วง มาพร้อมกับการบำรุงตั้งแต่โคนจรดปลายเลยทีเดียว โดยเคราตินนมแพะจะมีเคราตินเป็นส่วนประกอบหลักจึงทำให้เส้นผมจัดทรงง่าย แถมยังช่วยขจัดปัญหาผมต่าง ๆ ครบ ใครที่ประสบปัญหาผมแห้งต้องห้ามพลาดเลยเพราะตัวนี้จะช่วยบำรุงให้ผมดูมีน้ำหนักจัดทรงง่าย

4. เคราตินผมที่ดีที่สุดสำหรับผมมัน

SherPeach – Keratin Hair Mask

ข้อดี
  • กลิ่นพีชหอมอ่อน ๆ ติดทนตลอดทั้งวัน
  • เนื้อครีมบางเบาไม่ทำให้รู้สึกมัน
  • ช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยปรับสมดุลของหนังศีรษะ
ข้อข้อเสีย
  • เนื้อครีมค่อนข้างเหลว

สำหรับเคราตินหมักผมที่เหมาะกับสาวผมมันต้องยกให้ SherPeach – Keratin Hair Mask เลย เพราะต้องยอมรับว่าเนื้อเคราตินของแบรนด์นี้ทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับความนุ่ม เบาบาง ไม่หนักเส้นผม ล้างออกง่าย แถมยังช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับกลิ่นพีชที่หอมติดทนตลอดทั้งวัน ช่วยทำให้ผมหนานุ่ม ลดปัญหาผมมันได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังขจัดปัญหาผมต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เพราะว่ามีส่วนผสมหลักที่ช่วยปรับสมดุลของหนังศีรษะให้มีความแข็งแรงมากกว่าเดิม ไม่ว่าเส้นผมจะเจอความร้อน ดัด หรือทำสีบ่อยก็สามารถมาฟื้นบำรุงผมด้วยเคราตินตัวนี้กันได้ จัดการปัญหาผมมันที่กวนใจสาว ๆ ได้อยู่มัดอย่างแน่นอน ถ้าอยากจะมีสุขภาพผมดี ผมหอมกลิ่นพีชตลอดทั้งวันและไม่มันระหว่างวันต้องห้ามพลาดตัวนี้เลย

5. เคราตินผมที่ดีที่สุดสำหรับผมชี้ฟู

Kerastase – Discipline Maskeratine

ข้อดี
  • เคราตินมีกลิ่มหอมอ่อน ๆ ติดทนตลอดทั้งวัน
  • คงความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง
  • ลดปัญหาผมชี้ฟูทำให้ผมดูสุขภาพดี
ข้อข้อเสีย
  • ราคาค่อนข้างสูง

KERASTASE เป็นแบรนด์เคราตินผมที่ร้านทำผมชื่อดังหลาย ๆ ร้านเลือกใช้ ถ้าหากสาว ๆ กำลังมองเคราตินที่ดีที่สุดสำหรับผมชี้ฟูแนะนำเลยว่าตัว DISCIPLINE MASKERATINE ของแบรนด์ KARASTASE จัดการปัญหานี้ได้อยู่มัดอย่างแน่นอน เนื่องจากเนื้อเคราตินมาพร้อมกับความเนียนนุ่ม ล้างออกง่าย สัมผัสได้ถึงความนุ่มของเส้นผมตั้งแต่การใช้ครั้งแรกเลยทีเดียว เพราะตัวเคราตินมีการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพเส้นผมชี้ฟูโดยเฉพาะ


โดยตัวเคราตินของแบรนด์ KERATASE จะมาพร้อมกับกลิ่นหอมแบบอ่อน ๆ พร้อมกับส่วนผสมที่ช่วยปกป้องเส้นผมและฟื้นบำรุงผมที่ประสบปัญหาผมชี้ฟูให้คงความชุ่มชื้นได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง ใช้เวลาในการมาร์คแค่ 5 นาทีก็จะได้ผมที่ดูเงางามตลอดทั้งวันแล้ว มีการใช้นวัตกรรมดิสซิปพลินท์ที่จะกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมปกป้องจากมลภาวะต่าง ๆ ได้

คู่มือการซื้อเคราตินผม

คู่มือการซื้อเคราตินผม

เคราตินคืออะไร?


เคราติน ชื่อภาษาอังกฤษ Keratin คือ เส้นใยชนิดหนึ่งที่เป็นโครงสร้างสำคัญของผิวหนัง ซึ่งจะอยู่ตามชั้นหนังกำพร้า ไม่ว่าจะเป็นเล็บ ขน หรือเส้นผม แต่ต้องบอกก่อนว่าในแต่ละส่วนก็จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไป ส่วนประกอบของเคราตินจะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมีพันธะของเคราตินที่เชื่อมต่อกันนั้นจะมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก


หน้าที่หลักของเคราตินก็คือช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังปกป้องไม่ให้เซลล์ถูกทำร้ายจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้นการที่มีเคราตินปกป้องสารต่าง ๆ ก็จะทำให้อวัยวะในบริเวณนั้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะเห็นผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลเส้นผม เล็บ ขน ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของเคราตินอยู่ด้วยเพื่อที่จะเพิ่มและปกป้องเส้นผมจากการถูกทำร้าย

ยิ่งในช่วงนี้ที่ประสบปัญหามลภาวะต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ การเลือกใช้โปรตีนจากเคราติก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมีความแข็งแรงทนทานและทนต่อสภาวะแวดล้อมทั้งหลายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว


การรักษาเคราตินทำงานอย่างไร?


การทำงานของเคราตินจะช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืนหยุ่นให้กับเส้นผม ที่สำคัญเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยปกป้องเส้นผมไม่ให้ขาดความชุ่มชื้นได้อีกด้วย โดยจะเป็นแหล่งอาหารสำหรับเส้นผมและขนต่าง ๆ การผลิตเคราตินร่างกายสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

แต่เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นก็ทำให้การผลิตเคราตินในร่างกายมีน้อยลง ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาผมต่าง ๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผมชี้ฟู ปัญหาผมแห้ง ผมเสีย ผมแตกปลาย ดังนั้นจึงต้องใช้เคราตินที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่าง ๆ เป็นตัวช่วยที่จะทำให้เส้นผมดูเงางามและสุขภาพดี


ทำไมผมของเราถึงต้องการเคราติน?


ก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่ทำจากเคราตินผมที่ดีที่สุด เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าเคราตินมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ทำไมเส้นผมของทุกคนถึงต้องการเคราติน ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ก็คือ เคราตินเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากมลภาวะต่าง ๆ ดังนั้นการที่เส้นผมขาดเคราตินก็จะทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมขาดหลุดร่วง และทำให้ขาดความชุ่มชื้นได้


โดยประโยชน์ของเคราตินก็คือ การปกป้องเส้นผมจากแสง UV และมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจจะมาทำร้ายความชุ่มชื้นของเส้นผม อีกทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญเป็นอย่างมาก แถมส่งผลต่อการเติบโตของเส้นผม ที่สำคัญยังมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น ช่วยแก้ปัญหาผมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สาว ๆ คนไหนที่อยากจะให้ผมดูเงางามสุขภาพดีต้องห้ามพลาดผลิตภัณฑ์ที่มีเคราตินเป็นส่วนผสมหลักเลย


สิ่งที่ควรมองหาในการทำทรีตเมนต์เคราติน


ไม่มีฟอร์มาลดีไฮด์


ฟอร์มาดีไฮด์เป็นสารกันเสียซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ ดังนั้นถ้าหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้สะสมเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดผื่นหรือมีอาการแสบคัน ถ้าหากใครที่กำลังมองหาทรีตเมนต์เคราตินไว้ใช้ แนะนำเลยว่าต้องอ่านที่ส่วนประกอบก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีฟอร์มาลดีไฮด์ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เป็นสารที่ควรหลีกเลี่ยงทั้งกับคนที่ผิวแพ้ง่ายและผิวปกติ
ป้องกันความร้อนในตัว
การที่ทรีทเมนต์เคราตินมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้ จะมีส่วนช่วยเคลือบเส้นผมและปกป้องจากมลภาวะต่าง ๆ รวมไปถึงการดัด ยืด ไดร์ ซึ่งอาจจะทำให้เส้นผมชี้ฟูหรือแห้งเสียได้อีกด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอาการร้อนและ UV ค่อนข้างเยอะ การที่มีส่วนประกอบที่ป้องกันความร้อนในตัวก็จะช่วยปกป้องเส้นผมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ดูเงางามสุขภาพดีมีความชุ่มชื้นตลอดทั้งวันอีกด้วย


คุณจะรักษาผลการรักษาเคราตินได้อย่างไร?


ถ้าหากอยากใช้ผลิตภัณฑ์ทรีนเม้นท์ที่มีส่วนผสมของเคราตินและเห็นผลยาวนาน แนะนำเลยว่าต้องหลีกเลี่ยงการใช้แชมพูบางชนิดที่มีส่วนประกอบของ Sulfate ที่จะทำให้เคราตินที่เคลือยเส้นผมเอาไว้หลุดได้ไวกว่าเดิม นอกจากนี้การที่ลงเล่นน้ำในสระที่มีสารคลอรีนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผลการถนอมเส้นผมด้วยเคราตินมีระยะเวลาที่สั้นลง หรือการที่ผมโดนน้ำทะเลก็มีส่วนอีกด้วย
ดังนั้นการที่อยากจะเคราตินปกป้องเส้นผมได้ยาวนานพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ เพราะนอกจากการโดนน้ำหรือโดนส่วนผสมบางอย่างแล้ว การที่เราจัดแต่งทรงผมด้วยอุปกรณ์ที่มีความร้อนสูงก็ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลซึ่งทำให้ผมของเราต้องการการบำรุงที่บ่อยกว่าเดิม ดังนั้นถ้าอยากจะให้เคราตินอยู่ได้นานการหลีกเลี่ยงความร้อนก็เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งอย่างที่ควรทำ หรือถ้าต้องยืดหรือดัดก็อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมอื่น ๆ เพื่อปกป้องเส้นผมก่อนที่จะโดนความร้อน

Best Keratin Hair Treatment

คำถามและคำตอบ

การรักษาเคราตินอยู่ได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาของผลจากการใช้ทรีทเม้นต์เคราตินส่วนใหญ่จะอยู่ได้ประมาณ 1 ถึง 2 เดือน ซึ่งต้องบอกก่อนว่าระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาเส้นผม และการใช้งาน ถ้าหากเป็นคนที่ใช้ความร้อนในการจัดแต่งทรงผมอยู่บ่อย ๆ ก็จะทำให้ระยะเวลาของเคราตินน้อยลงกว่าเดิม ดังนั้นการที่จะให้อยู่ได้อย่างยาวนานนั้นก็ต้องทำควบคู่ไปกับการบำรุงเส้นผมอีกด้วย

คุณควรทำทรีทเม้นต์เคราตินบ่อยแค่ไหน?

การทำทรีทเม้นต์เคราตินสามารถใช้งานได้บ่อยตามปัญหาเส้นผมของแต่ละคน ถ้าหากผมว่าผมแห้งเสียค่อนข้างมากก็ใช้งานอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งได้โดยใช้แทนครีมนวดผมปกติได้เลย แต่ถ้าใครที่ประสบปัญหาเส้นผมไม่เยอะ แต่ว่าอยากจะให้เส้นผมดูแข็งแรงและเงางามก็อาจจะใช้งานอาทิตย์ละครั้งสลับกับครีมนวดปกติก็ได้หรือใช้งานได้บ่อยตามจำนวนการสระผมในแต่ละสัปดาห์เลยก็ได้เช่นเดียวกัน ยิ่งใช้บ่อยก็ยิ่งทำให้เส้นผมแข็งแรง ทนทานต่อมลภาวะต่าง ๆ